1. ความสำคัญของการเคลื่อนไหวต่อระบบขับถ่าย

การเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ (Peristalsis) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับแรงดันในช่องท้องและการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติพาราซิมพาเทติก ในวิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะภายในลดลง ส่งผลให้ของเสียตกค้าง เกิดการสะสมของแก๊ส และทำให้ปรสิตเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น

2. 4 ท่าบริหารกระตุ้นลำไส้ที่ทำได้ทุกเช้า

ท่าที่ 1: การนวดหน้าท้องตามเข็มนาฬิกา (Abdominal Clockwise Massage)

นอนหงาย ชันเข่าขึ้นเล็กน้อย วางฝ่ามือบริเวณท้องน้อยด้านขวา ค่อยๆ นวดวนขึ้นไปใต้ชายโครงขวา ข้ามมายังชายโครงซ้าย และวนลงมายังท้องน้อยด้านซ้าย ทำซ้ำ 15-20 รอบ ท่านี้ช่วยเคลื่อนของเสียตามทิศทางกายวิภาคของลำไส้ใหญ่

ท่าที่ 2: ท่านอนดึงเข่าชิดอก (Pawanmuktasana / Wind-Relieving Pose)

นอนหงาย กอดเข่าทั้งสองข้างดึงเข้าหาหน้าอก หายใจเข้าลึก และเมื่อหายใจออกให้ยกศีรษะขึ้นแตะเข่า ค้างไว้ 10-15 วินาที ท่านี้ช่วยบีบไล่ลมและแก๊สที่คั่งค้างในช่องท้องได้อย่างรวดเร็ว

ท่าที่ 3: ท่าบิดลำตัวบนพื้น (Supine Spinal Twist)

นอนหงาย กางแขนออกระดับไหล่ งอเข่าขวาแล้วบิดข้ามสะโพกไปทางซ้าย หันหน้าไปทางขวา ค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง ท่านี้ช่วยบีบคลายอวัยวะภายในและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดของตับและถุงน้ำดี

ท่าที่ 4: การฝึกหายใจด้วยกะบังลม (Diaphragmatic Breathing)

นั่งหลังตรง มือข้างหนึ่งวางบนหน้าอก อีกข้างวางบนหน้าท้อง สูดหายใจเข้าทางจมูกให้หน้าท้องป่องออก กลั้นหายใจไว้ 3 วินาที แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากให้หน้าท้องยุบลง ทำต่อเนื่อง 5 นาที ช่วยกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ที่ควบคุมระบบย่อยอาหาร

คำแนะนำในการติดตามความก้าวหน้า

ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วทันทีหลังตื่นนอนก่อนเริ่มการบริหารร่างกาย
ทำเป็นประจำทุกเช้าสม่ำเสมออย่างน้อย 15 นาที
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักทันทีหลังมื้ออาหาร